วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2557

ลุ่มน้ำบางปะกง กับจีนตั้วเหี่ย



ขอขอบคุณภาพจากhttp://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1314615743&grpid=no&


ลุ่มน้ำบางปะกง กับจีนตั้วเหี่ย


สินค้าส่งออกที่ขึ้นชื่อสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์อย่างหนึ่งคือน้ำตาลที่ผลิตจากอ้อย เป็นสิ่งที่ชาวจีนนำเข้ามาเผยแพร่ในเมืองไทย เริ่มปรากฏหลักฐานการปลูกอ้อยเพื่อทำน้ำตาลส่งออกประมาณปี พ.ศ. ๒๓๕๓ ซึ่งอยู่ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ครั้งนั้นส่งออกได้กว่า ๖,๐๐๐ หาบ ภายหลังการทำสนธิสัญญาเบอร์นี่ พ.ศ. ๒๓๖๙ ตรงกับสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการส่งออกน้ำตาลในปริมาณมากขึ้น เช่น ปี พ.ศ. ๒๓๘๗ มีปริมาณส่งออกถึง ๑๑๐,๐๐๐ หาบ ทั้งนี้เป็นไปตามความต้องการของตลาดโลก โดยมีลูกค้าสำคัญคืออเมริกาและอังกฤษ

การปลูกอ้อยเพื่อสามารถผลิตน้ำตาลส่งออกปริมาณมหาศาลเช่นนี้จำเป็นที่จะต้องใช้พื้นที่และแรงงานผลิตจำนวนมาก

แหล่งผลิตน้ำตาลที่สำคัญอยู่ในบริเวณลุ่มน้ำแม่กลอง ลุ่มแม่น้ำท่าจีน ซึ่งมีเมืองสำคัญคือสมุทรสาคร นครชัยศรี ในเขตลุ่มแม่น้ำท่าจีน และเมืองสมุทรสงคราม ราชบุรี ในเขตลุ่มน้ำแม่กลอง



ขอขอบคุณภาพจากhttp://soclaimon.wordpress.com/2013/08/02/เล็งเปลี่ยนนาข้าวเป็นไ/

ไม่เพียงเท่านั้น บริเวณลุ่มแม่น้ำบางปะกงเป็นอีกพื้นที่หนึ่งซึ่งรุ่งเรืองด้วยไร่อ้อยและอุตสาหกรรมน้ำตาล โดยมีเมืองฉะเชิงเทราเป็นศูนย์กลางการผลิตน้ำตาลของพื้นที่แห่งนี้

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมืองฉะเชิงเทรามีความสำคัญทางเศรษฐกิจจากการเป็นแหล่งผลิตน้ำตาล ข้าว ผลเร่ว ใบจาก และพืชผลอื่นๆ ส่วนการเมืองนั้น เมืองฉะเชิงเทรามีความสำคัญในฐานะเป็นเมืองหน้าด่านป้องกันชายฝั่งทะเลตะวันออกเนื่องมาจากสงครามระหว่างไทยและเวียดนาม หรือสงครามอานามสยามยุทธ ที่กินเวลาถึง ๑๔ ปี ทำให้มีการสร้างป้อมปราการและขุดคลองจากหัวหมากไปบางขนาก ที่อยู่บริเวณเมืองฉะเชิงเทราเพื่อใช้เป็นเส้นทางลำเลียงกองทัพ เมืองแห่งนี้จึงเป็นค่ายพักระหว่างทางของกองทัพไทย





ความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดขึ้นโดยมีชาวจีนเป็นจักรกลสำคัญ แต่เวลาเดียวกันทางการต้องประสบปัญหาจากบรรดาจีนตั้วเหี่ยเกือบตลอดรัชกาล และหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญคือ การจลาจลของจีนตั้วเหี่ยที่เมืองฉะเชิงเทรา เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๑ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้มากกว่าครั้งใด ๆ ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้


ข้อมูลของเหตุการณ์นี้พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ ระบุว่า อ้ายจีนเสียงทอง จีนบู๊ คบคิดกันตั้งตัวเป็นจีนตั้วเหี่ยเข้าปล้นเมืองฉะเชิงเทรา สังหารพระยาวิเศษฦาไชย เจ้าเมืองตายในที่รบ ก่อนจีนกลุ่มนี้จะถูกทางการปราบปรามในที่สุด โดยมิได้กล่าวถึงสาเหตุของเหตุการณ์ไว้

แต่จากวิทยานิพนธ์ของ ศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล เรื่อง สมาคมลับอั้งยี่ในประเทศไทย พ.ศ. ๒๓๖๗-๒๔๕๓ อาศัยข้อมูลเอกสารจดหมายเหตุสมัยรัชกาลที่ ๓ ช่วยเติมเต็มลำดับเหตุการณ์จากพระราชพงศาวดารให้สมบูรณ์มากขึ้น




เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มจากชนวนความบาดหมางระหว่างจีนเสียงทองและแขวงจันเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๐ ครั้งนั้นอำแดงส้มจีนจัดงานศพนายเที่ยงสามี จีนสินทองเอาคณะงิ้วไปแสดงช่วยในงาน เมื่อชาวจีนในเมืองฉะเชิงเทราทราบข่าวจึงพากันไปดูงิ้ว ขณะเดินทางมาถึงหน้าบ้านแขวงจัน จะข้ามสะพานตรงไปยังวัด บริวารของแขวงจันออกมาชักไม้กระดานสะพานออกเสีย พวกคนจีนไม่ยอมจึงพากันไปหยิบไม้มาทอดสะพานข้ามอีกครั้ง แต่บริวารของแขวงจันรีบเข้ามาแย่งไม้กระดานนั้นจนเกิดการวิวาทกันขึ้น เหตุการณ์สงบลงเบื้องต้นเนื่องจากหลวงยกกระบัตรซึ่งเข้ามาช่วยงานศพได้มาไกล่เกลี่ยจนเลิกรากันไป




ต่อมานายลอย บุตรแขวงจันเข้าฟ้องร้องต่อพระยาวิเศษฦาไชย เจ้าเมืองฉะเชิงเทรา กล่าวหาจีนเสียงทองและพรรคพวก ๒ ประการ คือ จีนเสียงทองและพรรคพวก ๖๐ คน วิวาททุบตีพวกแขวงจัน อีกทั้งจีนเสียงทองและพรรคพวกเป็นตั้วเหี่ยมีสมาชิกประมาณ ๑๙๐ คน ส่วนทางฝ่ายพระยาวิเศษฦาไชย มีคำสั่งให้จับจีนเสียงทองและพรรคพวกอีก ๑๐๐ คน แต่จีนเสียงทองไม่อยู่จึงส่งหลานชายมาแทน ในบรรดาชาวจีนที่ถูกจับนั้นบางคนไม่ได้รู้เห็นกับการวิวาทเลย ปรากฏว่าพระยาวิเศษฦาไชยและกรมการกลับใช้อำนาจเรียกขู่เอาเงินจากชาวจีนที่ถูกจับมาคนละ ๕-๑๐ ตำลึง ชาวจีนที่เสียเงินให้ก็จะถูกปล่อยตัว ส่วนที่ไม่มีเงินจะเสียก็ถูกจำตรวนกักขัง จีนเสียงทองต้องเสียเงินจากคดีครั้งนี้ไปถึง ๔ ชั่ง จึงยุติคดี




จีนเสียงทองและพรรคพวกโกรธแค้นการกระทำของพระยาวิเศษฦาไชยจึงไปเกลี้ยกล่อมชาวจีนกลุ่มต่างๆให้เข้าร่วมต่อต้านขุนนางเหล่านี้ ดังในคำพูดกล่าวว่า กรมการข่มเหงหนักเหลือทน จะเป็นตายอย่างไรก็ตามทีเถิด เรามาคิดกันทำตั้วเหี่ยหาพวกให้มาก เล่นกับกรมการสักครั้งหนึ่งŽ ปรากฏว่าจีนเสียงทองสามารถชักชวนจีนทุกกลุ่มภาษาในเมืองฉะเชิงเทราทั้งจีนแต้จิ๋ว แคะ ฮกเกี้ยน และไหหลำ มาเป็นกำลังของตน หลังจากนั้นจึงเริ่มดำเนินการทันที

ตอนเช้าวันขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๕ พ.ศ. ๒๓๙๑ จีนเสียงทองให้จีนบู๊ลูกน้องคนสนิทคุมชาวจีนประมาณ ๕๔๐ คน เข้าตีโรงน้ำตาลของหลงจู๊ฮี สังหารจีนฮอซึ่งมีตำแหน่งทางราชการที่ขุนกำจัดจีนพาล และเป็นพี่ชายของหลงจู๊ฮี และตอนเย็นของวันเดียวกันจีนเสียงทองสั่งให้จีนเอียง จีนตู จีนบู๊ จีนเสง และจีนซุนเตีย เป็นหัวหน้าคุมกำลังพลจำนวน ๑,๒๐๐ คน เข้าตีเมืองฉะเชิงเทรา ในเวลานั้นพระยาวิเศษฦาไชยกับกรมการเมืองชั้นผู้ใหญ่ติดราชการที่เมืองกระบิล เหลือแต่กรมการผู้น้อยรักษาเมืองไว้แต่แพ้พวกจีนตั้วเหี่ยจึงหลบหนีทิ้งเมืองไป




เมื่อจีนตั้วเหี่ยเข้าเมืองได้แล้วก็จุดไฟเผาบ้านหลวงยกกระบัตร กรมการ และเผาบ้านเรือนราษฎรอีกหลายหลัง จากนั้นหัวหน้าจึงจัดกองลาดตระเวนทั้งสี่มุมเมือง พอวันรุ่งขึ้นจีนเสียงทองได้เข้าเยี่ยมบรรดาลูกน้องของตนพร้อมกับให้จัดกองกำลังไปป้องกันเมืองด้านนอกบริเวณบ้านบางคล้าและบ้านสนามจัน และสั่งให้จีนบู๊นำปืนใหญ่จำนวน ๓๕ กระบอก มาติดตั้งบนกำแพงเมืองอีกด้วย อีกทั้งยังส่งลูกน้องที่เหลือไปประจำการตามโรงหีบอ้อยต่างๆ นอกกำแพงเมือง ไม่เพียงเท่านั้น จีนเสียงทองยังมีแผนการที่จะหาคนมาเพิ่มขึ้นอีก จากนั้นจะไปตีเมืองชลบุรีเพื่อใช้เป็นทางหลบหนีออกท้องทะเลหากทางกรุงเทพฯ ส่งกองทัพมาปราบปราม


การบุกโจมตีเมืองครั้งนี้ราษฎรชาวไทยหลบหนีลี้ภัยไปอยู่ตามป่าเป็นอันมาก แต่มีราษฎรบางส่วนที่บ้านไทรมูลซึ่งอยู่ทางด้านใต้ของเมืองฉะเชิงเทรา นำกำลังเข้าโจมตีจีนตั้วเหี่ย สามารถเผาโรงน้ำตาลของหลงจู๊ไตและหลงจู๊ตั้วเถา จนกระทั่งพวกจีนบริเวณนี้บ้างต้องหลบหนีไปอยู่ในเมือง บางส่วนก็หลบหนีไปอยู่ทางตอนเหนือของเมือง



สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์ (ดิศ บุนนาค)
ขอขอบคุณภาพจากth.wikipedia.org

ทางฝ่ายรัฐบาลที่กรุงเทพฯ มีคำสั่งให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) ซึ่งขณะนั้นติดราชการที่เมืองสาครบุรีดำเนินการปราบปรามโดยเร็ว เจ้าพระยาพระคลังมีคำสั่งให้พระอินทรอาสา เจ้าเมืองพนัสนิคม นำไพร่พลล่วงหน้าไปก่อนและได้ปะทะกับฝ่ายของจีนเสียงทอง และสามารถขับไล่พวกจีนเหล่านี้ได้พร้อมกับเผาโรงงานน้ำตาลบางส่วนของพวกจีนตั้วเหี่ยไปด้วย แต่ทางทัพของพระอินทรอาสาก็ถูกฝ่ายหลงจู๊อะหนึ่งในจีนตั้วเหี่ยนำกำลังเข้าโจมตีจนต้องถอยหนีไปตั้งมั่นที่โคกพนมดีที่เมืองพนัสนิคม ส่วนทางฝ่ายจีนเสียงทองได้เตรียมรับมือกองทัพของทางการด้วยการขุดสนามเพลาะในเขตเมืองฉะเชิงเทรามีความยาวประมาณ ๑๐ เส้น พร้อมทั้งตระเตรียมอาวุธเป็นอย่างดี


ต่อมากองทัพของเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) ยกออกจากเมืองสาครบุรีในวันขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๕ มาถึงนอกเมืองฉะเชิงเทราอีก ๒ วันต่อมา และเข้าปราบปรามจีนตั้วเหี่ยจนแตกทัพกระจัดกระจาย ทำให้จีนเสียงทองหาทางผ่อนหนักเป็นเบาด้วยการซัดทอดความผิดให้จีนบู๊ว่าเป็นตัวการแต่ผู้เดียว ดังนั้นตอนเย็นของวันขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๕ จีนเสียงทองกับพรรคพวกจึงจับกุมจีนบู๊ที่เมืองฉะเชิงเทรา แล้วนำมากักขังที่โรงน้ำตาลของหลงจู๊โป๊ที่บ้านใหม่



เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)
ขอขอบคุณภาพจาก th.wikipedia.org


วันขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๕ จีนเสียงทองได้วานให้ท่านหญิงหุ่น ภรรยาพระศรีราชอากร มากราบเรียนต่อเจ้าพระยาพระคลังว่า จะนำตัวจีนบู๊ตั้วเหี่ยใหญ่มาให้ลงโทษ ภายหลังจีนเสียงทองได้นำจีนบู๊มาส่งมอบให้ตามที่กล่าวไว้ เจ้าพระยาพระคลังสั่งให้จมื่นไวยวรนาถ (ช่วง บุนนาค) คุมตัวจีนบู๊ พร้อมกับจับกุมจีนตั้วเหี่ยระดับหัวหน้าคือ จีนเสียงทอง หลงจู๊โป๊ หลงจู๊ตัด หลงจู๊ยี่ หลงจู๊ชี ลงเรือเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ส่วนเจ้าพระยาพระคลังคงอยู่ในพื้นที่เพื่อปราบปรามจีนตั้วเหี่ยที่หลบซ่อนอยู่ต่อไป


ในเวลาเดียวกันเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กลับจากราชการทางเมืองเขมรได้ผ่านมายังเมืองฉะเชิงเทราเมื่อวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๕ จึงช่วยเจ้าพระยาพระคลังปราบพวกจีนตั้วเหี่ย ส่วนพระยาวิเศษฦาไชยซึ่งไปราชการที่เมืองกระบิล ทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็รีบเดินทางมาช่วยปราบจลาจล และถูกพวกจีนตั้วเหี่ยสังหารระหว่างการสู้รบที่บางคล้า

ฝ่ายจีนตั้วเหี่ยเมื่อสูญเสียแกนนำแล้วก็พากันหลบหนีออกจากเมืองฉะเชิงเทราในวันแรม ๕ ค่ำ เดือน ๕ กองทัพไทยได้เข้าโจมตีและสามารถจับกุมหัวหน้าระดับรองได้หลายคน เช่น จีนห้วยเสียว จีนเน่า จีนเสง จีนตู จีนเกา จีนกีเฉาเอย จีนโผ จีนหลงจู๊อะ จีนกีเถ้าแก่สวนอ้อย และจีนลก เป็นต้น


ฝ่ายราษฎรชาวไทยที่หลบหนีอยู่ตามป่าได้ออกมาช่วยต่อสู้กับพวกจีนตั้วเหี่ยและสังหารพวกจีนเหล่านี้เป็นอันมาก รวมทั้งเจ้าเมืองที่อยู่ใกล้เคียงคือ เมืองพนัสนิคมและเมืองชลบุรี ได้เข้าช่วยปราบปรามระหว่างที่พวกจีนตั้วเหี่ยหลบหนี ประมาณกันว่ามีชาวจีนเสียชีวิตกว่า ๓,๐๐๐ คน



ทรงมีพระราชโองการว่า"อันการกระทำของตั้วเหี่ยคราวนี้เป็นขบถต่อแผ่นดิน และยังกระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วยการฆ่าเจ้าเมือง อันเป็นตัวแทนต่างพระเนตรพระกรรณให้มาปกครองเมือง ให้ลงโทษประหารเชลยทุกคนและผู้ให้ความร่วมมือทั้งหมด และให้ไล่ตามจับกุมตั้วเหี่ยที่หนีตายจากฉะเชิงเทราไปอยู่ที่บางปลาสร้อยกลับมาประหารชีวิตทั้งหมด"

สถานที่ประหารชีวิตพวกตั้วเหี่ย ณ เวลานั้น ก็คือ บริเวณโคน "ต้นจันทน์" ใหญ่ของวัดเมือง เล่ากันว่าเหตุการณ์ชวนสยดสยองให้เวทนาน่าสงสารและแม้ว่าเหล่าตั้วเหี่ย จะส่งเสียงร้องร่ำไห้ขอชีวิตอย่างไร เหล่าเพชฌฆาตก็ยังคงทำหน้าที่ต่อไปโดยจับนักโทษมามัดติดกับหลักประหารและผลัดเปลี่ยนกันลงดาบนักโทษนับร้อย ๆ คน จนเลือดสาดกระจายเนืองนองไปทั่วหลักประหารในวัดเมืองส่งกลิ่นเหม็นคาวคลุ้งน่าสะอิดสะเอียนเป็นยิ่งนัก ต่อมาอีก ๒ ปีก็สิ้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

ขอขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.matichon.co.th บทความของคุณ นนทพร อยู่มั่งมี

วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2557

ลุ่มน้ำ..บางปะกง แม่กลอง ท่าจีน กับ จีนตั้วเหี่ย







พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ขอขอบคุณภาพจากwww.trueplookpanya.com


ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นตั้งแต่ปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (เป็นยุค จักรพรรดิ เจียชิ่ง และจักรพรรดิเต้ากวง จักรพรรดิลำดับพระองค์ที่ ๗ และ ๘ แห่งราชวงศ์ชิง ระหว่างพ.ศ. ๒๓๓๙-๒๓๙๓) มีชาวจีนอพยพเข้ามาในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก เพราะประสบปัญหาความอดอยากในประเทศ สอดคล้องกับนโยบายของไทยที่ส่งเสริมให้ชาวจีนอพยพเข้ามาอยู่โดยไม่จำกัดจำนวน เพราะต้องการประโยขน์ในการใช้ชาวจีนในกิจการต่าง ๆ ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความต้องการแรงงานชาวจีน





ขอขอบคุณภาพจาก http://www.myfirstbrain.com/student_view.aspx?ID=27367



ชาวจีนที่เข้ามาอยู่เมืองไทยได้มีการรวมกลุ่มกันตามชาติพันธุ์และภาษาทั้ง จีนกวางตุ้ง แคะ ไหหลำ แต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน เพื่อคอยให้ช่วยเหลือระหว่างกันในหมู่แรงงาน และมักมีการตั้งหัวหน้าที่ได้รับความนับถือกันในกลุ่มเรียกว่า 8ตั้วเหี่ยในภาษาแต้จิ๋ว หรือคำ ตั้วก่อในภาษาฮกเกี้ยน แปลว่า พี่ใหญ่ซึ่งคำนี้ใช้กันในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ก่อนจะเปลี่ยนเป็นคำ อั้งยี่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว



ขอขอบคุณภาพจากwww.sujitwongthes.com


บรรดากลุ่มตั้วเหี่ยในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมักกระจายอยู่ตามพื้นที่ซึ่งสัมพันธ์กับเศรษฐกิจเพื่อการส่งออกโดยเฉพาะในเขตลุ่มแม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำบางปะกง ไปจนถึงหัวเมืองชายทะเลตะวันออก ซึ่งบริเวณดังกล่าวมีอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ปัญหาที่เกิดจากจีนตั้วเหี่ยมักเกิดในบริเวณดังกล่าว

การช่วยเหลือกันภายในกลุ่มพวกพ้องนี้มีหลายครั้งที่จีนตั้วเหี่ยดำเนินการไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มของตนจนกระทบกระทั่งกับกลุ่มอื่นกลายเป็นการวิวาทระหว่างกันทำให้ทางการต้องปราบปราม เช่น กรณีจีนตั้วเหี่ยครั้งแรกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๖๗ (ปีที่หนึ่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว )ที่เมืองจันทบุรีเกิดจากการวิวาทระหว่างจีนฮกเกี้ยนและจีนแต้จิ๋ว

จีนตั้วเหี่ยมักทำเรื่องขัดต่อกฎหมายบ้านเมือง ในปี พ.ศ. ๒๓๘๕ เกิดจีนตั้วเหี่ยที่เมืองนครชัยศรีและเมืองสาครบุรี มีสมัครพรรคพวกประมาณ ๑,๐๐๐ คน เที่ยวตีชิงเรือลูกค้า และเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๘ จีนตั้วเหี่ยบริเวณหัวเมืองตะวันตกรวมตัวกันเป็นโจรสลัดตีชิงเรือลูกค้าสัญจรระหว่างเมืองปราณบุรีถึงเมืองหลังสวนจนไม่มีเรือลำใดกล้าแล่นผ่านบริเวณนี้ แต่ภายหลังทั้ง ๒ กลุ่มถูกทางการปราบปรามในที่สุด




ขอขอบคุณภาพจากhttp://www.phuketoldtownhostel.com/history_th.html

ขณะเดียวกันปัญหาการค้าฝิ่นก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่บรรดาจีนตั้วเหี่ยเข้าไปพัวพัน เนื่องจากเป็นที่ต้องการของแรงงานชาวจีน ทางราชการได้ปราบปรามอย่างหนักดังในปี พ.ศ. ๒๓๘๒ มีการยึดฝิ่นจากหัวเมืองชายทะเลฝั่งตะวันตกจำนวนกว่า ๓,๗๐๐ หาบ ก่อนส่งมาเผาทำลายที่หน้าพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ อีกทั้งทางการได้ปราบปรามจีนตั้วเหี่ยที่ค้าฝิ่นด้วย เช่น การปราบปรามกลุ่มชาวจีนที่ปากน้ำบางปะกงเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๗ และในปี พ.ศ. ๒๓๙๐ เกิดจีนตั้วเหี่ยที่เมืองสาครบุรีอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนั้นพระยามหาเทพ (ปาน) ซึ่งเป็นแม่ทัพถูกปืนถึงอนิจกรรม ส่วนฝ่ายจีนตั้วเหี่ยถูกปราบอย่างราบคาบเสียชีวิตกว่า ๓๐๐ คน


จีนตั้วเหี่ยที่เมืองฉะเชิงเทรา
ความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดขึ้นโดยมีชาวจีนเป็นจักรกลสำคัญ แต่เวลาเดียวกันทางการต้องประสบปัญหาจากบรรดาจีนตั้วเหี่ยเกือบตลอดรัชกาล และหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญคือ การจลาจลของจีนตั้วเหี่ยที่เมืองฉะเชิงเทรา เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๑ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้มากกว่าครั้งใด ๆ ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้

ขอขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.matichon.co.th บทความของคุณ นนทพร อยู่มั่งมี

วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2557

ลุ่มน้ำบางปะกง ๑๑ อดีตกาลที่ผ่านมา ๗



กำแพงเมืองฉะเชิงเทรา
ขอขอบคุณภาพจากwww.zthailand.com

ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ฉะเชิงเทรามีฐานะเป็นเมืองจัตวา ขึ้นกับกรมพระกลาโหม ต่อมาภายหลังจึงได้มาสังกัดกรมมหาดไทย ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เกิดสงครามอานามสยามยุทธ ระหว่างไทยและญวนขึ้นในปีพ.ศ ๒๓๗๖ - พ.ศ.๒๓๙๐ อีกทั้งทรงเห็นภัยจากชาวตะวันตกจากการที่พม่าตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ(พ.ศ ๒๓๖๗)และมีพระราชดำริว่าภัยของชาติน่าจะมาจากทางทะเล จึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างเมืองและป้อมค่ายขึ้นหลายแห่ง รวมทั้งที่เมืองฉะเชิงเทราด้วย เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๗๗ และได้โปรดเกล้า ฯ ให้ขุดคลองบางขนากเพื่อใช้เป็นเส้นทางขนยุทธสัมภาระในราชการสงคราม




ขอขอบคุณภาพจากhttp://salakohok.freeforums.org/2-t11-270.html

สำหรับเมืองฉะเชิงเทรานั้น ได้รับบทบาทในฐานะเมืองหน้าด่านด้วย ทรงโปรดให้ ย้ายที่ว่าการเมืองฉะเชิงเทราจากเดิมที่ตั้งอยู่ปากน้ำโจ้โล้ มาสร้างกำแพงเมืองใหม่ ที่บ้านท่าไข่ แขวงเมืองฉะเชิเทรา ชิดกับลำน้ำบางปะกง ซึ่งเป็นเสมือนกำแพงธรรมชาติที่ป้องกีนศัตรูได้เป็นอย่างดี หมายให้ช่วยรักษาเมืองหลวงให้พ้นจากภัยข้าศึก ในการนี้ทรงโปรดเกล้าฯให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไกรสร กรมหลวงรักษ์รณเรศ เป็นแม่กองในการก่อสร้าง ถือว่าเป็นการสร้างบ้านแปลงเมืองของฉะเชิงเทรา



ขอขอบคุณภาพจากhttp://salakohok.freeforums.org/topic-t78-90.html

มีกำแพงเมืองกำหนดขอบเขตของเมืองแปดริ้ว เป็นปราการรักษาพระนครพร้อมทั้งเป็นการช่วยเหลือชาวบ้านชาวเมืองให้ปลอดภัยจากข่้าศึกศัตรูในสมัยนั้น
ในระหว่างสร้างกำแพงเมืองฉะเชิงเทรานั้นพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไกรสร กรมหลวงรักษ์รณเรศ ได้สร้างวัดขึ้นพร้อม ๆ กับการสร้างกำแพงเมือง เพราะชาวไทยต่างมีความศรัทธาใในพระพุทธศาสนา เพื่อให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมือง เป็นที่พึ่งทางใจในยามสงคราม เนื่องจากวัดนี้ตั้งอยู่ในเมือง ชาวบ้านจึงเรียกกันโดยทั่วไปว่า วัดเมือง






วัดนี้สร้างโดยฝีมือช่างปั้นจากเมืองหลวง วัดพระศรีรัตนศาสดารามในกรุงเทพมหานคร ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๕๑ ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จประพาสเมืองฉะเชิงเทรา และทำการบูรณะวัดขึ้นใหม่ พระองค์ได้สถาปนาชื่อใหม่ว่า "วัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์" ซึ่งมีความหมายกับชื่อว่า "วัดที่ลุงของพระเจ้าแผ่นดินทรงสร้าง" และได้ชื่อมาจนถึงปัจจุบันนี้