วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ลุ่มน้ำบางปะกง ๔





ขอขอบคุณภาพจากhttp://www.haii.or.th/wiki/index.php/สภาพภูมิประเทศลุ่มน้ำบางปะกง


ลุ่มน้ำบางปะกง เป็นลุ่มน้ำสำคัญในภาคตะวันออกของประเทศ มีพื้นที่ลุ่มน้ำรวมทั้งสิ้น  ๑๐,๗๐๗.๔๘ ตารางกิโลเมตร มีพื้นที่ครอบคลุม  ๑๑ จังหวัด ได้แก่   กรุงเทพมหานคร  จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครนายก นครราชสีมา ปทุมธานี ปราจีนบุรี สมุทรปราการ สระแก้ว และสระบุรี

ตั้งอยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 13๐09'เหนือ ถึงเส้นรุ้งที่ 14๐32' เหนือ และระหว่างเส้นแวงที่ 100๐52' ตะวันออก ถึงเส้นแวงที่ 102๐00' ตะวันออก
ทิศเหนือติดกับลุ่มน้ำป่าสักและลุ่มน้ำมูล
ทิศใต้ติดกับลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก
ทิศตะวันออกติดกับลุ่มน้ำปราจีนบุรี
ทิศตะวันตกติดกับลุ่มน้ำเจ้าพระยาและอ่าวไทย








ขอขอบคุณภาพจากhttp://www.haii.or.th/wiki/index.php/สภาพภูมิประเทศลุ่มน้ำบางปะกง

ที่มาของข้อมูลhttp://www.haii.or.th/wiki/index.php/สภาพภูมิประเทศลุ่มน้ำบางปะกง

แต่ก็มีแหล่งข้อมูลที่แตกต่างกันออกไปไม่มี กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ แต่เป็นจังหวัดบุรีรัมย์แทน ซึ่งเผอิญ หาที่มาของข้อมูลส่วนนี้ไม่ได้คือ

ลุ่มน้ำบางปะกง (บางปะกง-ปราจีนบุรี) มีพื้นที่รับน้ำครอบคลุม เขตการปกครอง ๑๐ จังหวัด
โดยพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ใน ๕ จังหวัด ได้แก่

๑) สระแก้ว
๒) ปราจีนบุรี
๓) นครนายก
๔) ฉะเชิงเทรา
๕) ชลบุรี
และบางส่วนอยู่ในอีก ๕ จังหวัด ได้แก่
๖) จันทบุรี
๗) นครราชสีมา
๘) สระบุรี
๙) ปทุมธานี
๑๐) บุรีรัมย์


 แต่อย่างไรก็ตาม  ต้องการเน้นเรื่องราวที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ท่านผู้จะใช้ข้อมูลข้างต้น คงต้องค้นคว้าอีกครั้ง


แม่น้ำเจ้าพระยาที่ปากนำโพ
ซ้ายมือคือแม่น้ำน่าน (สีขุ่น) ขวามือคือแม่น้ำปิง (สีเขียว)
ขอขอบคุณภาพจากhttp://www.pixpros.net/forums/showthread.php?t=32137




คลองสำโรงจากแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งซ้าย ในพื้นที่ของ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ไปเชื่อมกับแม่น้ำบางปะกงฝั่งขวา ที่ อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา
ขอขอบคุณภาพจากhttp://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=33&chap=3&page=t33-3-infodetail03.html



อดึตกาลของแม่น้ำบางปะกง

สำหรับในลุ่มน้ำบางปะกง นี้ จังหวัดฉะเชิงเทรา มีทำเลตั้งอยู่เส้นทางคมนาคมระหว่างเมืองหลวงกับเมืองทางด้านชายทะเลฝั่งตะวันออก เมืองทางตะวันออก หัวเมืองอีสานและเลยไปถึงหัวเมืองเขมร จากสภาพที่ตั้งดังกล่าว ทำให้จังหวัดฉะเชิงเทราสามารถติดต่อกับดินแดนอื่น ๆ โดยรอบทั้งใกล้และไกลโดยอาศัยการคมนาคมทั้งทางน้ำและทางบก



การสัญจรทางน้ำในคลองพระโขนง
ขอขอบคุณภาพจากwww.paisalvision.com

การคมนาคมทางน้ำในการติดต่อกับเมืองใกล้เคียงอาศัยแม่น้ำบางปะกงเป็นเส้นทางสำคัญ เพราะฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว และนครนายกต่างตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำบางปะกง นอกจากนี้ยังสามารถอาศัยคลองต่าง ๆ ที่แยกสาขาออกไปจากแม่น้ำบางปะกงแล้วไหลผ่านชุมชนต่าง ๆ ของฉะเชิงเทราและเมืองใกล้เคียงเป็นเส้นทางในการคมนาคมไปยังหัวเมืองชายทะเลฝั่งตะวันออก เมืองทางตะวันออก หัวเมืองอีสานและหัวเมืองเขมร โดยสามารถใช้เส้นทางคมนาคมดังนี้

จากกรุงเทพฯ ไปตามคลองพระโขนง คลองแสนแสบ (คลองบางขนาก) ไปออกแม่น้ำบางปะกง สามารถล่องเรือขึ้นลง ๆ ไปทาง ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี แล้วเดินทางต่อไปยังหัวเมืองเขมรและอีสานได้



ขอขอบคุณภาพจากhttp://board.postjung.com/516919.html


จากกรุงเทพฯ ไปตามลำน้ำเจ้าพระยา เข้าคลองสำโรง ออกแม่น้ำบางปะกงล่องเรือไปฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรีและนครนายกได้
หรือ
จากคลองสำโรง เข้าแม่น้ำบางปะกงแล้วออกทะเลที่ปากน้ำบางปะกงเลียบชายฝั่งทะเลตะวันออกไปชลบุรี และหัวเมืองตามรายมางไปจนถึงระยอง จันทบุรี แล้วเดินต่อไปยังเขมร และญวนใต้ ( บุญรอด แก้วกัณหา (๒๕๑๘) การเก็บส่วยในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น พศ. ๒๓๒๕ -๒๔๑๑ หน้า ๘๑ )

เส้นทางจากแม่น้ำบางปะกง ฉะเชิงเทรา เดินทางเข้าคลองบางขนาก (คลองแสนแสบ) เข้ากรุงเทพฯ และเส้นทางจากแม่น้ำบางปะกง เข้าคลองสำโรง ผ้่งบางพลีเข้ากรุงเทพ ฯ ซึ่งเส้นทางเข้าคลองบางขนากและคลองสำโรงนี้จะช่วยย่นระยะทางโดยไม่ต้องผ่านทะเล



ขอขอบคุณภาพจากhttp://haab.catholic.or.th/article/articleart1/art_13/art_13.html


สำหรับการเดินทางทางบก จากหัวเมืองเขมรและหัวเมืองอีสาน เข้ากรุงเทพฯ จะต้องผ่านจังหวัดฉะเชิงเทราก่อนถึงกรุงเทพฯ ตามเส้นทางต่อไปนี้

-ช่องตะโกอำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นช่องทางไปเขมรและอรัญประเทศ วัฒนานคร สระแก้ว กบินทร์บุรี ปราจีนบุรี ผ่านฉะเชิงเทราไปยังกรุงเทพฯ

-ช่องบ้านกุ่ม ช่องสะแกราช ช่องขับสีคอหรือช่องบุกขนุน เป็นช่องทางไปมาระหว่างปราจีนบุรีกับนครราชสีมา ผ่านจังหวัด ฉะเชิงเทราไปยังกรุงเทพฯ

-ช่องเรือแตก เมื่อครั้งปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์แห่งนครเวียงจันทน์ ทัพของพระยาราชสุภาวดี (เจ้าพระยาบดินทร์เดชา) ได้เดินทัพผ่านเมื่องฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ประจันตคาม แล้วเดินทัพต่อไปยังนครราชสีมา โดยผ่านช่องเรือแตก

การเดินทางของทุกเส้นทางที่กล่าวมานี้เป็นเส้นทางบกที่ผู้เดินทาง อาจใช้เกวียนเทียมโค กระบือ การเดินเท้า ชี่ม้าหรือขี่ช้าง เมื่อมาถึงกบินทร์บุรีหรือเมืองปราจีนบุรี แล้วส่วนมากจะเดินทางต่อโดยใช้เส้นทางน้ำมาตามลำน้ำบางปะกงผ่านฉะเชิงเทราเข้ากรุงเทพฯ





ขอขอบคุณภาพจากhttp://board.postjung.com/516919.html


นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมเส้นทางคมนาคมทางน้ำจากดินแดนตอนใน คือเมืองนครนายก ปราจีนบุรี กบินทร์บุรี สระแก้ว วัฒนานคร อรัญประเทศ หัวเมืองเขมรได้ดังที่ จอห์น ครอฟอร์ด กล่าวถึงเส้นทางคมนาคมตอดต่อกับเขมร โดยทางน้ำไว้ว่า

"กรุงสยามมีเส้นทางคมนาคมติดต่อกับกัมพูชาทางแม่น้ำบางปะกงและคลองต่าง ๆ อีกหลายสาย การเดินทางใช้เวลาประมาณ ๒๐ วัน"

ฉะเชิงเทราในอดีตนับเป็นเส้นทางคมนาคมและศูนย์รวมสินค้าก่อนขนถ่ายสินค้าต่อไปยังกรุงเทพ ฯ และยังติดต่อไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทำให้เป็นเมืองหน้าด่านติดต่อกับแขวงเมืองพนัสนิคม และชลบุรี
เส้นทางการค้า คือจากกรุงเทพ ฯ เดินเรือไปตามชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกไปยังบางปะกง บางปลาสร้อย บางละมุง บางพระ ระยอง จันทบุรี ประแส ตราด และเกาะกง ต่อไปยังเขมร และญวน




ขอขอบคุณภาพจาก http://board.postjung.com/516919.html



ขอขอบคุณที่มาของข้อมูล

http://www.haii.or.th/wiki/index.php/สภาพภูมิประเทศลุ่มน้ำบางปะกง
ปริญญานิพนธ์ของอังคณา แสงสว่าง เสนอต่อบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ

วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ลุ่มน้ำบางปะกง ๓


การเรียกชื่อแม่น้ำ

ชื่อแม่น้ำ มีที่มาให้เรียกได้หลายอย่างตั้งแต่โบราณกาล ไม่มีกำหนดตายตัว

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เคยอธิบาย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ ในบทความเรื่อง "ชื่อลำน้ำแม่กลองวินิจฉัยนาม " แต่สรุปอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้

1. เรียกตามตำบลที่ปากน้ำ เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา มี ตำบลบางเจ้าพระยา อยู่ปากน้ำ, แม่น้ำท่าจีน มี ตำบล บางท่าจีน อยู่ปากน้ำ, แม่น้ำบางปะกง มี ตำบลบางปะกง อยู่ปากน้ำ
 ( คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ ใช้บางท่าจีน )


ปากน้ำเจ้าพระยา
ขอขอบคุณภาพจากwikimapia.org

2. เรียกตามตำบลที่ต้นน้ำ เช่น แม่น้ำปิง, แม่น้ำน่าน, แม่น้ำป่าสัก, แม่น้ำแม่กลอง

.
แม่น้ำน่าน
ขอขอบคุณภาพจากwww.thaimtb.com


3. เรียกตามชื่อย่านที่ไหลผ่าน เช่น แม่น้ำท่าจีน เรียกชื่อต่างกันเป็นช่วงๆ ดังนี้ ทางต้นน้ำเรียกแม่น้ำมะขามเฒ่า เมื่อผ่านย่านมะขามเฒ่า (อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท), เรียกแม่น้ำสุพรรณเมื่อผ่านเมืองสุพรรณ (จังหวัดสุพรรณบุรี), เรียกแม่น้ำนครชัยศรีเมื่อผ่านเมืองนครชัยศรี (อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม)


แม่น้ำนครชัยศรี
ขอขอบคุณภาพจากwww.pixpros.net


4. เรียกตามความเคยชิน โดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ และยังหาที่มาไม่ได้ เช่น แม่น้ำน้อย (ไหลแยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ จังหวัดชัยนาท)



แม่น้ำน้อย
ขอขอบคุณภาพจากwww.triton4x4club.com



แม่น้ำน้อย
ขอขอบคุณภาพจากm.naewna.com



แม่น้ำยม
ขอขอบคุณภาพจากchm-thai.onep.go.th

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
www.sujitwongthes.com
คอลัมน์ สยามประเทศไทย /มติชนรายวัน ๑๐ ต.ค. ๒๕๕๖ )



แม่น้ำบางปะกง

ซึ่งคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ มีความเห็นเกี่ยวกับขื่อของแม่น้ำบางปะกง อีกประเด็นหนึ่ว่า

บางปะกง มีชื่อเดิมว่า บางบองกอง, หรือบางมังกง เป็นชุมชนหมู่บ้านประมงชายฝั่ง อยู่ปากน้ำบางปะกงปลายสุดออกอ่าวไทย เลยเรียกแม่น้ำทั้งสายตามชื่อชุมชนหมู่บ้านที่อยู่ปากน้ำว่าบองกอง, มังกง แล้วกร่อนเป็นบางปะกง



"บาง" เป็นคำร่วมเก่าแก่ของคนสุวรรณภูมิทุกเผ่าพันธุ์ หมายถึงทางน้ำเล็กๆ ที่ไหลเชื่อมกับทางน้ำใหญ่กว่า แล้วมีชุมชนตั้งอยู่ตรงปากทางน้ำที่เชื่อมกันเรียกว่าบาง
"ปะกง "เป็นคำกร่อนจากคำเขมรว่า บงกง อ่านว่าบ็องกอง แปลว่า กุ้ง
แต่บางทีเชื่อกันว่าเป็นคำเรียกปลาชนิดหนึ่งว่ามังกง (อาจเลียนเสียงและรูปจากมังกร อย่างเดียวกับ กุ้ง-กั้ง ฯลฯ) มีใช้เก่าสุดในโคลงกำสรวลสมุทร (ราว พ.ศ. ๒๐๒๕ ) มีชื่อ ปลามังกง, ปลาทุกัง, ปลาฉลาม ว่า “มังกงทุกังฉลาม เห็นโห่”

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.sujitwongthes.com/2011/11/siam04112554/แม่น้ำบางปะกงทางตะวันออก ไหลลงอ่าวไทย

(มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ )






แม่น้ำน้อย
ขอขอบคุณภาพจากssl.panoramio.com
ส่วนแม่น้ำน้อยนั้น

แม่น้ำน้อย เป็นแม่น้ำสาขาแยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ชุมชนปากแพรก อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท เป็นแม่น้ำสายเล็ก ๆ ที่ไหลผ่านอำเภอบางระจัน, อำเภอค่ายบางระจัน และอำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี ไหลผ่านจังหวัดอ่างทอง, จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วไปรวมกับแม่น้ำเจ้าพระยาอีกครั้งที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

แม่น้ำน้อยมีความยาวทั้งสิ้น ๑๔๕ กิโลเมตร ความกว้างประมาณ ๘๐ เมตร มีน้ำตลอดทั้งปี มีชื่อเรียกต่างกันตามท้องถิ่น เช่น ตอนที่ไหลผ่านอำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเรียกว่า "คลองสีกุก" หรือ"แควสีกุก" หรือตอนที่ไหลผ่านอำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเช่นกัน เรียกว่า "แม่น้ำแควผักไห่" เป็นต้น และยังมีแควสาขาเป็นคลองสายต่าง ๆ ที่ไหลและแยกตัวกันอีก เช่น คลองบางปลากด, คลองศาลาแดง, คลองไชโย เป็นต้น

นอกจากนี้แล้ว แม่น้ำน้อยยังเป็นสถานที่แห่งแรกที่มีการค้นพบปลาในสกุล Sikukia หรือปลาน้ำฝาย อันเป็นปลาน้ำจืดในวงศ์ปลาตะเพียน (Cyprinidae) โดย ดร.ฮิวจ์ แมคคอร์มิค สมิธ นักวิชาการประมงชาวอเมริกัน จึงมีการตั้งชื่อให้เป็นเกียรติว่า สี-กุก-เกีย

ขอขอบคุณข้อมูลจากวิกิพีเดีย




ตามที่คณะกรรมการอุทกวิทยาแห่งชาติ ได้แบ่งพื้นที่ประเทศไทยออกเป็นกลุ่มลุ่มน้ำ ๙ แห่ง ประกอบด้วย ลุ่มน้ำสำคัญ ๒๕ ลุ่มน้ำ และแบ่งออกเป็นลุ่มน้ำย่อย ๒๕๔ ลุ่มน้ำย่อย มีพื้นที่ลุ่มน้ำรวมทั้งประเทศประมาณ ๕๑๑,๓๖๑ ตารางกฺโลเมตร (ยังไม่รวมพื้นที่เกาะต่างๆ ยกเว้นเกาะภูเก็ต)

กลุ่มลุ่มน้ำบางปะกง ประกอบด้วย ๒ ลุ่มน้ำคือ
๑. ลุ่มน้ำปราจีนบุรี
๒. ลุ่มน้ำบางปะกง

มีสาขาลุ่มน้ำ ๘ สาขา มีพื้นที่ประมาณ ๑๘,๔๕๘ ตารางกิโลเมตร
สาขาลุ่มน้ำทั้ง ๘ ของแม่น้ำบางปะกงได้แก่

๑) คลองพระสทึง
๒) แม่น้ำพระปรง
๓) แม่น้ำหนุมาน
๔) แม่น้ำปราจีนบุรีตอนล่าง
๕) แม่น้ำนครนายก
๖) คลองท่าลาด
๗) ที่ราบแม่น้ำบางปะกง
๘) คลองหลวง


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.haii.or.th/wiki/index.php/ลุ่มน้ำในประเทศไทย

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ลุ่มน้ำบางปะกง ต้นน้ำบางปะกง ๒



ยังมีบทความของต้นแม่น้ำบางปะกงอีกแหล่งที่ขอค้ดลอกบทความมาดังนี้



ขอขอบคุณภาพจากhttp://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=flywithmom&month=03-2009&date=06&group=13&gblog=81


บทความนี้
เริ่มต้นที่บริเวณเขาสอยดาวเหนือ ในอำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ ๑,๕๕๖ เมตร เขาลูกนี้เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร ของคลองตาหลัง นอกจากนี้ ยังมีเขาสิบห้าชั้นซึ่งอยู่ในเทือกเขาเดียวกัน เป็นแหล่งต้นน้ำของคลองพระสะทึง


ขอขอบคุณภาพจากhttp://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=485484

สายน้ำจากคลองตาหลังและคลองพระสะทึง ไหลมาบรรจบกันที่บริเวณใกล้กับบ้านพระเพลิงในอำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว โดยที่ยังมีชื่อเรียกเหมือนเดิมว่า คลองพระสะทึง ในบริเวณอุทยานแห่งชาติน้ำตกปางสีดา มีทิวเขาบริเวณใกล้เขตจังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดสระแก้ว ทิวเขานี้ได้ทอดตัวมาเชื่อมต่อยังเขาใหญ่ มีเขาอยู่สองลูกซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำ



คลองพระสะทึง
ขอขอบคุณภาพจากalbum.sanook.com


เขาลูกแรกคือเขาทะลายก่อให้เกิดลำห้วยชัน ที่ขณะนี้มีอ่างเก็บน้ำห้วยชัน และลำน้ำจากห้วยชันนี้เราเรียกกันว่าห้วยพระปรง

ส่วนเขาอีกลูกหนึ่งก็คือเขาเขียวที่ตั้งอยู่ใกล้กับเขาทะลาย เขาเขียวนี้เป็นต้นน้ำของคลองท่ากระบาก ซึ่งขณะนี้มีอ่างเก็บน้ำท่ากระบากในโครงการพระราชดำริ เมื่อห้วยพระปรงและคลองท่ากระบาก ไหลบรรจบกันที่บ้านท่าแยก ในอำเภอเมืองจังหวัดสระแก้ว เราเรียกสายน้ำที่มาบรรจบกันนี้ว่า คลองพระปรง



ขอขอบคุณภาพจากhttp://info.dla.go.th/public/travel.do?cmd=goDetail&id=213081&random=1391480288093




อ่างเก็น้ำท่ากะบาก
http://info.dla.go.th/public/travel.do?cmd=goDetail&id=213081&random=1391480288093

ซึ่งลำน้ำจากคลองพระปรงนี้ ไหลไปบรรจบกับลำน้ำจากคลองพระสทึง ที่บริเวณบ้านปากน้ำในเขตอำเภอเมืองสระแก้ว โดยคลองที่เป็นจุดบรรจบของสายน้ำสองสายนี้ เรายังเรียกว่า คลองพระปรง

คลองพระปรงไหลเรื่อยมาเข้าเขตอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ก็มาพบกับสายน้ำอีกสายหนึ่ง ซึ่งมีสายน้ำสามสาย ไหลมารวมตัวก่อนที่จะไหลไปพบกับคลองพระปรง
สายน้ำสายแรกคือห้วยโสมง มีแหล่งต้นน้ำมาจากบริเวณอุทยานแห่งชาติทับลาน เป็นอุทยานที่มีความใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศไทย มีเนื้อที่ถึง ๑,๔๐๐,๐๐๐ ไร่


แม่น้ำพระปรง
ขอขอบคุณภาพจากwww.banmuang.co.th


ส่วนสายน้ำอีกสองสาย ก็คือ ลำน้ำลำไสน้อย มีแหล่งต้นน้ำมาจากเขาแหลมน้อย
และลำน้ำลำไสใหญ่ มีแหล่งต้นน้ำมาจากเขาสันกำแพง ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ส่วนนี้ตั้งอยู่ในอำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ลำน้ำทั้งสองไหลรวมตัวกันเป็นแม่น้ำหนุมาน
แล้วไหลไปรวมตัวกับห้วยโสมง แล้วจึงได้ไหลไปรวมตัวกับคลองพระปรง เป็น แม่น้ำปราจีนบุรี

แล้วไหลไปรวมกับแม่น้ำประจันตคาม ในเขตอำเภอประจันตคาม สายน้ำนี้มีที่มาจากบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แล้วจึงไหลผ่านบ้านท่าตูม อำเภอศรีมหาโพธิ์ มาจนถึงเขตอำเภอเมืองปราจีนบุรี ก็มีสายน้ำเล็กๆ จากน้ำตกเขาอีโต้ มารวมด้วย แล้วไหลลงไปยังอำเภอบ้านสร้าง ลงไปถึงตำบลบ้านบางแตน ก็พบกับสายน้ำอีกสายหนึ่งคือแม่น้ำนครนายก ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำมาจากบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ที่มีน้ำตกเหวนรก, น้ำตกสาลิกา, น้ำตกนางรอง ฯลฯ


แม่น้ำบางปะกงที่บางแตนปราจีนบุรี และบางขนากฉะเชิงเทรา

แม่น้ำบางปะกง ไหลผ่านลงไปที่ตำบลบ้านบางขนาก ในเขตอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ผ่านตำบลต่าง ๆ ของกิ่งอำเภอคลองเขื่อน และอำเภอบางคล้า ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการปลูกมะม่วงแรด ที่มีรสชาติดีที่สุดในประเทศไทย หลังจากนั้น แม่น้ำบางปะกงไหลเรื่อยลงมาจนพบกับ สายน้ำอีกสายหนึ่งจากคลองท่าลาด ที่บริเวณปากน้ำเจ้าโล้ ซึ่งน้ำจากคลองท่าลาดนี้มีแหล่งต้นน้ำจากแควระบม และแควสียัดในป่ากิ่งอำเภอท่าตะเกียบ ซึ่งเป็นผืนป่าที่มีรอยต่อกับพื้นที่  ๕  จังหวัด คือ สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และจันทบุรี โดยผืนป่าแห่งนี้เป็นผืนป่าผืนสุดท้าย ในภาคตะวันออก และเป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำปราจีนบุรี แม่น้ำบางปะกง รวมระยะทาง   ๒๓๐ กิโลเมตร แม่น้ำระยอง แม่น้ำประแส และแม่น้ำจันทบุรี


ขอขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.oknation.net/blog/print.php?id=65676
วันที่ อังคาร กรกฎาคม ๒๕๕๐